[Movie Review] An Empress and the Warriors จอมใจบัลลังก์เลือด
posted on 09 Apr 2008 17:07 by bard in Path-of-Thoughtจริงๆแล้วไม่เคย review ภาพยนตร์ เคยแต่ analysis เป็นส่วนใหญ่ ผิดพลาดประการใดขออภัยด้วยครับผม
An Empress and the Warriors จอมใจบัลลังก์เลือด
เรื่องย่อ
ในยุคจ้านกว๋อชุนชิว แคว้นเยี่ยนกำลังกำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์สงครามกับแคว้นจ้าว ในการศึกองค์จักรพรรดิ์ต้องอาวุธของศัตรูบาดเจ็บสาหัส พระองค์ได้ฝากฝังประเทศและกองทัพไว้กับแม่ทัพหนุ่มผู้เก่งฉกาจอย่างมู่หยงสวีหู่ ผู้ซึ่งองค์จักรพรรดิชุบเลี้ยงมาตั้งแต่ยังเด็กและเป็นพระสหายสนิทขององค์หญิงเยี่ยนเฟยเอ๋อ รัชทายาทองค์เดียวขององค์จักรพรรดิ
หลังการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ บรรดานายพลและเชื้อพระวงศ์กลับไม่ยอมรับแม่ทัพสามัญชนผู้ไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างมู่หยงสวีหู่ขึ้นเป็นผู้นำ ยังผลให้เจ้าหญิงเฟยเอ๋อต้องจำใจขึ้นเป็นจักรพรรดินีแทนเพื่อยุติความขัดแย้ง แต่แล้ว กองทัพที่นำโดยหวูป้า พระญาติขององค์จักรพรรดิเยี่ยนก็ก่อกบฏขึ้นเพื่อชิงบัลลังก์ การต่อสู้กันท่ามกลางไฟสงครามเป็นเหตุให้เจ้าหญิงเฟยเอ๋อได้พบกับต้วนหลางฉวน บุรุษแปลกหน้าที่ใช้ชีวิตสันโดษอยู่ในป่า อิสตรีผู้บอบบางอย่างเยี่ยนเฟยเอ๋อจะทำอย่างไรกับความขัดแย้งและภาระบนไหล่บ่า ในเมื่อพระนางได้ทรงตกหลุมรักต้วนหลางฉวนแล้ว...
Review Spoiler warning!
หนังโปรยคำนิยมไว้ตั้งแต่เข้าโรงว่ากำกับโดยเฉินเสี่ยวตง ผู้กำกับคิวบู๊ Hero และ Curse of the Golden Flower เรียกน้ำลายของผู้ที่นิยมหนังจีนแนวประวัติศาสตร์อิงดราม่าได้เป็นอย่างยิ่ง (รวมถึงตัวผมด้วย) หนังผูกโยงเรื่องราวความรักที่คล้ายๆจะกลายเป็นสามเส้าระหว่างเยี่ยนเฟยเอ๋อ ต้วนหลางฉวน และมู่หยงสวีหู่ไว้ได้อย่างละเอียด และค่อนข้างมีน้ำหนักเชิงตรรกะมากกว่าอารมณ์ แม้เรื่องราวความรักสามเส้าระหว่างสงครามแย่งชิงอาณาจักรหรือกบฏแผ่นดินจะเป็นฉากที่เราพบเห็นค่อนข้างบ่อยในภาพยนตร์จีนประวัติศาสตร์อิงดราม่า แต่ Am Empress and the Warriors กลับถ่ายทอดออกมาได้ smooth ไม่น้อย โดยเฉพาะการผูกร้อยเรื่องราวของความขัดแย้งในเชิงอารมณ์และเชิงการเมือง แม้อาจจะดูพื้นๆไปหน่อย แต่ก็จัดได้ว่ามีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองในระดับพอสมควร
ผมคิดว่าผู้เขียนบทหรือผู้กำกับ (สักคน) มีความใส่ใจรายละเอียดปลีกย่อยในเชิงตัวละครมากเป็นพิเศษ เกือบๆจะเรียกได้ว่าใช้อุปนิสัยและการกระทำของตัวละครกำหนด plot แทนการเขียนเนื้อเรื่องให้ตัวละครเดินตามเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะนางเอกของเราองค์หญิงเยี่ยนเฟยเอ๋อนั้น ชื่อของเธอแปลว่านางแอ่นน้อยโผบิน (จริงๆก็คืออะไรบินๆน้อยสักอย่าง เผอิญกระผมไม่เชี่ยวภาษาจีน ต้องขออภัยในความคลาดเคลื่อน) ซึ่งตรงกับอุปนิสัยรักอิสระและร่าเริง เห็นได้ชัดมากตอนที่เธอได้อยู่กับต้วนหลางฉวน เป็นช่วงที่ตัวตนของเธอปรากฏชัดเจน ทำให้เราได้เห็น contrast ที่น่าสงสาร ระหว่างสิ่งที่เธอต้องเป็นกับสิ่งที่เธอเป็นจริงๆ จะเห็นได้ว่าผู้เขียนบทพยายามสื่อให้เห็นคาแรคเตอร์ของเยี่ยนเฟยเอ๋อตั้งแต่แรกแล้ว แม้ว่าเท่าที่ตาเราเห็นนั้นเธอจะดูเป็นนักรบหญิงผู้แข็งแกร่งสุดๆก็ตาม การลงรายละเอียดของ contrast และ metaphor ของตัวละครเยี่ยนเฟยเอ๋อนั้น ทำให้ตัวเธอมีน้ำหนัก และน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง และที่น่าชมเชยคือการผสานนิสัยสองด้าน คือความเป็นผู้หญิงร่าเริงรักอิสระกับจักรพรรดินีนักรบผู้แกร่งกล้าได้อย่างลงตัวมากๆ ทำให้เฟยเอ๋อดูเป็นจักรพรรดินีหญิงนักรบที่น่ายกย่องอย่างสมจริงมากกว่าน่าถีบดังเช่นที่ตัวเอกหญิงในสื่อหลายๆสื่อพยายามจะเก่งทั้งๆที่ตัวเองอ่อนแอสุดๆ แต่เยี่ยนเฟยเอ๋อไม่ใช่ ถึงแม้การที่เธอเลือกต้วนหลางเฉิงมากกว่าบ้านเมืองจะทำให้เธอดูเป็นผู้หญิงที่ขาดความรับผิดชอบ แต่นั่นก็เป็นธรรมชาติของผู้หญิง ซึ่งผู้เขียนบทได้ตีความออกมาแล้วอย่างถ่องแท้ น่าเสียดายที่เรามีตัวละครหญิงประเภทนี้ไม่น้อยแล้วในโลกภาพยนตร์ ทำให้เยี่ยนเฟยเอ๋อดูไม่ค่อยแปลกใหม่ และทำให้ตัวหนังไม่โดดเด่นนักเท่าที่ควร ยิ่งกอปรกับ plot เรื่องรักสามเส้า หน้าที่ และสงครามแล้ว ยิ่งทำให้ An Empress and the Warriors ดูกลายเป็นหนังที่ธรรมดา
มาถึงสองพระเอก(?)มู่หยงสวีหู่กับต้วนหลางฉวน ทั้งสองแสดงความเป็นพระเอกผู้เสียสละได้อย่างน่าชื่นชม ทำให้หนังเรื่องนี้มีน้ำหนักและสมจริง ต้วนหลางฉวนแสดงออกความรู้สึกและทุกสิ่งทุกอย่างได้สมกับบทบาทนักรบผู้สละตนจากสงคราม กระทั่งการปล่อยให้เฟยเอ๋อจากตนเองไปในวาระสุดท้าย ข้างฝ่ายมู่หยงสวีหู่ก็แสดงออกถึงความเป็นนักรบที่กษัตริย์ทรงวางพระทัยได้อย่างยอดเยี่ยม (ผมชอบตัวละครตัวนี้มากทีเดียว) โดยเฉพาะความรู้สึกที่มีต่อเฟยเอ๋อ เห็นชัดว่า เรารู้สึกได้ว่าเขามีใจให้เฟยเอ๋อ จากก้อนหินในตอนเด็ก และบทท้าต้วนหลางฉวนดวลที่ฝายกั้นน้ำ แต่เพราะคำนึงถึงศักดิ์และหน้าที่ เขาจึงเก็บงำอย่างแนบเนียนสุดๆ และไม่แสดงออกอะไรที่เกินเลยบุรุษชาตินักรบเลยตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง สองคนนี้เป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของความสมจริงของตัวละคร แต่ข้อบกพร่องหลักของหนังเรื่องนี้ก็กลับอยู่ที่สองคนนี้ นั่นคือ ความไม่สมดุลของบทบาทนั่นเอง ต้วนหลางฉวนเป็นตัวหลักฝ่ายชายของเรื่อง (ผมวิเคราะห์จากการที่เฟยเอ๋อเลือกที่จะรักและอยู่กับคนนี้) แต่กลับเป็นคนที่บทบาทที่ส่งผลต่อเนื้อเรื่องน้อยเอามากๆ ถ้านอกเหนือไปจากการสร้างหอบินได้(บอลลูน)เพื่อเติมเต็มอิสรภาพให้เฟยเอ๋อ และการปลุกเร้าเรื่องสันติในแผ่นดินแล้ว ต้วนหลางฉวนก็แทบจะไม่มีอะไรสมกับเป็นนักรบแห่งเผ่าในอดีตนั่นเลย และยิ่งแย่ที่พระเอกแนวนี้ (เก่งสัด เคยเป็นนักฆ่าไร้ใจ แต่ตัดสินใจทิ้งดาบ สำคัญต่อนางเอกอย่างมาก) พบเห็นได้เกลื่อนกลาดในสื่อต่างๆ แม้แต่การ์ตูนก็ตาม (คนอ่านซามูไรพเนจรคงจะพอได้กลิ่นอาย) หากจะสร้างจุดเด่นให้ต้วนหลางฉวนคนสามัญเป็นพระเอก ผมคิดว่าน่าจะมีอะไรที่แปลกและดึงดูดใจกว่านี้ มากกว่าเป็น pattern ของนักฆ่าไร้ใจ ทว่าในอีกด้านหนึ่ง มู่หยงสวีหู่ผู้ถูกเมินและตกเป็นพระรองกลับโดดเด่นเป็นอย่างมากตลอดทั้งเรื่อง อาจจะเป็นเพราะธีมของเรื่องคือสงคราม ขุนพลในสนามรบอย่างสวีหู่จึงมีโอกาสได้แสดงบทบาทที่สมเป็นพระเอกมากกว่าหลางเฉิง โดยเฉพาะฉากสุดท้ายที่เขาสละชีพกลางสมรภูมินั้น เป็นคาแรคเตอร์ของพระเอกแท้จริง (นี่หว่า - -“) ความไม่สมดุลของคนที่เป็นพระเอกแต่บทบาทกลับเป็นพระรอง กับคนที่ควรจะเป็นพระรองแต่บทบาทกลับสุดแสนจะพระเอก ทำให้หนังเรื่องนี้ดูขาดๆเกินๆ ประหนึ่งตาชั่งที่เอียงข้างซ้ายบ้างขวาบ้าง ดูยังไงๆก็ไม่สมดุล น่าเสียดาย
ในเรื่ององค์ประกอบฉาก คิวบู๊ และเครื่องแต่งกาย ก็ไม่ต้องคาดหวังว่าจะเห็นอะไรแปลกใหม่ไปจาก Hero หนังยังคงเน้นเครื่องแต่งกายที่อลังการ ดูเป็นจีนโบราณที่ร่ำรวยขนาดสรรหาชุดเกราะสลักลายมาให้ตัวละครสวมใส่ได้เยอะมาก ^^” แถมมุมกล้องของคิวบู๊ โดยเฉพาะฉากห่าธนู ก็ถอดแบบมาจาก Hero ไม่มีอะไรผิดแผก แ ม้แต่ฉากดวลของสวีหู่กับหลางเฉิงที่ฝายกั้นน้ำยังดูคล้ายฉากดวลของฟ้าเวิ้งและไร้นาม ต่างกันเล็กน้อยตรงบรรยากาศเท่านั้น แต่ก็จัดเป็นสเน่ห์ของหนังจีนประวัติศาสตรือิงดราม่าแนวนี้ที่ดูได้สะใจจริงๆ
สรุปข้อดีข้อเสียของหนัง
ข้อดี
- เนื้อเรื่องมีเหตุมีผล ดำเนินเรื่อง smooth กลมกลืน ทำได้ดีในการผสานเรื่องความรักและสงคราม
- คาแรคเตอร์ตัวละครมี background และการกระทำที่สมจริงมาก ใครชอบวิเคราะห์ตัวละครน่าจะถูกใจ
- ฉากอลังการสไตล์ Hero โดยเฉพาะวิวสวยมากครับ
- ปลุกระดมความรักชาติได้เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะฉากของมู่หยงสวีหู่ ต้องคอยดูให้ดีๆ
ข้อด้อย
- หนังแฝงปรัชญาน้อยเกินไป และการดำเนินเรื่องเดาง่าย ไม่มีอะไรพลิกผันมากนัก แอบๆจะน่าเบื่อในแง่ของคนที่ชอบประวัติศาสตร์หรือปรัชญาหนักๆ
- ไม่มีอะไรแปลกใหม่ไปจาก Hero หรือ Curse of the Golden Flower ไม่ต้องคาดหวังอะไรสูงมากครับ - -
- plot จะออกเลื่อนลอยและเพ้อฝันนิดๆ เพราะตัวเอกเป็นผู้หญิงที่มีความรัก และไม่ใช่รักแบบผู้ใหญ่เหมือนหิมะเหินใน Hero ด้วย
สรุปโดยรวมจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ "ใช้ได้" สำหรับผม คะแนน 8.1/10
edit @ 9 Apr 2008 17:26:08 by Evan Yzac -- The Crow
edit @ 9 Apr 2008 17:28:35 by Evan Yzac -- The Crow