ภาษาไทยจะกลายเป็นภาษา Non-E
posted on 04 Apr 2008 13:18 by bard in Path-of-Thought
บทความนี้ผมอ่านเจอในนสพ.ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 4 เม.ย. (ที่บ้านผมรับทุกวัน) เป็นคอลัมน์ เปิดฟ้าส่องโลก ของคุณนิติภูมิ นวรัตน์ <ไม่ใช่ผมเขียนเอง> แต่ก็น่าสนใจทีเดียวครับ หลังจากโพสท์ลงเว็บบอร์ดประจำ All-Final แล้ว ผมจึงนำมาลงในที่นี้ด้วย (เอามันทั้งขึ้นทั้งล่อง?) ส่วนหนึ่งเพราะอยากรับฟังความคิดเห็นคนหลายๆกลุ่ม และผมคิดว่าคนใน exteen ไม่น้อยที่มีความคิดดีมากๆเลยทีเดียว ซึ่งส่วนใหญ่ก็คนละกลุ่มกับชาวบอร์ดผมอยู่แล้วครับ
=============================================
นิติภูมิ นวรัตน์ - ผมเข้าไปใน english.com อ่านข่าวชิ้นหนึ่ง ซึ่งรายงานมาจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ อ่านแล้วก็หัวร่องอหาย พร้อมทั้งไม่ชอบขี้หน้าสหประชาชาติ และรัฐบาลสหรัฐอเมริกามากขึ้น
นายแอนดรู สไตเนอร์ Andrew Steiner เลขาธิการโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ + นายกอร์ดอน สแตนแซล Gordon Stanzel โฆษกทำเนียบขาว สหรัฐอเมริกา + ดร.แอเดรียน หว่อง Dr Adrian Wong หัวหน้าศูนย์ศึกษาด้านภาษาแคมเดน และผู้คนอีกมากมายหลายคน ไปประชุมสุมหัวและอภิปรายกันเพื่อจะให้เลิกใช้ ภาษาอื่น และให้โลกทั้งใบหันมาใช้แต่เพียงภาษาอังกฤษ
เจ้าหน้าที่สหประชาชาติที่เข้าประชุมอภิปรายว่า ภาษาที่ไม่มีความจำเป็นพวกนี้ (ใช้คำว่า unnecessary languages) ทำให้ต้องมีการแปลเป็นภาษาอื่น รวมทั้งเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้สิ้นเปลืองกระดาษ ใช้ กระดาษมากก็ต้องไปตัดป่ามาก และอันนี้แหละที่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน กระดาษพวกนี้เมื่อหมดอายุแล้วก็ต้องเผา ทำให้เกิดควันขึ้นไปอยู่ในบรรยากาศ เกิดสภาวะที่ไม่ดีต่อโลกอีก
การที่ปล่อยให้โลกมีหลายภาษา ทำให้ยุ่งยากในการปราบผู้ก่อการร้าย ผู้ก่อการร้ายมักจะใช้ภาษาอื่นที่พวกเรา (สหรัฐอเมริกา และสหประชาชาติ) ไม่เข้าใจ ทำให้ต้องเสียเงินเสียทองและเสียเวลาในการจัดแปลภาษาที่ผู้ก่อการร้ายใช้
การมีหลายภาษาทำให้โลกทั้งใบเข้าใจกันยากขึ้น
เจ้าหน้าที่สหประชาชาติที่เข้าประชุมให้ข้อมูลว่า การเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองสร้างความกดดันให้ผู้เรียน ทางแก้ไขปัญหานี้ก็คือ ต้องให้มนุษย์เรียนรู้อังกฤษเป็นภาษาแม่ซะตั้งแต่เกิด ทั้ง 3 หน่วยงานหลักของโลกอ้างวิจัยทางการแพทย์ว่า สมองของมนุษย์มีความสามารถรับและปรับได้เพียง 1 ภาษาเท่านั้น
ดร.แอเดรียน หว่อง หัวหน้าศูนย์การเรียนรู้ด้านภาษาแคมเดน บอกว่า การที่ต้องเรียนภาษาที่สอง ทำให้มนุษยชาติขาดการพัฒนา ดังนั้น การเรียนภาษาที่สองจึงควรจะเป็นสิ่งต้องห้ามต่อไปในอนาคต
ในที่ชุมนุมสุมหัวของทั้ง 3 หน่วยงานในครั้งนี้ พวกนั้นออกบัญชี “ภาษาต้องห้าม” มาทั้งหมด 6 ตาราง ตารางแรกคือ รายชื่อ 6 ภาษาที่มีผู้คนใช้กันน้อยกว่า 1 ล้านคน ซึ่งจะต้องอยู่ ในโครงการรณรงค์ให้เลิกใช้ภายใน ค.ศ.2014 (อีก 6 ปีข้างหน้า) คือ ภาษา Faroese, Tuvaluan, Welsh, Breton, Maltese และ Icelandic
ตารางที่ 2 มีอีก 6 ภาษา ที่ผู้คนใช้กันน้อยกว่า 25 ล้าน และต้องให้มีการเลิกใช้ภายใน ค.ศ.2021 คือ Lao, Greek, Czech, Swedish, Hmong และ Africaans
ตารางที่ 3 มี 5 ภาษา ที่มนุษย์ใช้กันน้อยกว่า 50 ล้าน และ ต้องรณรงค์ให้เลิกใช้ภายใน ค.ศ.2028 คือ Azerbaijani, Burmese, Romanian, Dutch และ Kurdish
ตารางที่ 4 มี 5 ภาษาเหมือนกัน มีมนุษย์ใช้กันน้อยกว่า 100 ล้าน และต้องรณรงค์ให้เลิกภายใน ค.ศ.2035 คือ Thai, Vietnamese, Korean และ Punjabi
ตารางที่ 5 มี 4 ภาษา มีผู้คนใช้กันน้อยกว่า 250 ล้าน และต้องรณรงค์ ให้เลิกให้ได้ภายใน ค.ศ.2042 คือ French (ควรต้องเริ่มลดใช้ภาษานี้ตั้งแต่ ค.ศ.2028 เป็นต้นไป), Portuguese, Russian และ Japanese
ตารางที่ 6 สุดท้าย เป็น 3 ภาษาที่ต้องลดให้ได้ภายใน ค.ศ.2049 ซึ่งเป็นภาษาที่มีผู้คนใช้กันมากถึง 1 พันล้าน ได้แก่ Mandarin (ต้องให้ยกเลิกภาษานี้ซะตั้งแต่ ค.ศ.2042), Spanish และ Arabic
ผู้เข้าประชุมมีข้อแนะนำว่า ในอนาคต การพิจารณาเรื่องต่างๆควรจะพิจารณาเฉพาะที่เขียน พูด หรือพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น โลกต้องมีภาษาเพียง 2 แบบ คือ แบบ English และแบบ Non-E (หรือ Non-English)
ภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษจะถูกเรียกเป็น Non-E ตอนหนึ่งของคำบรรยายมีว่า...and it will be an offence to use, teach or publish Non-E และเป็นการกระทำผิดกฎหมายหากมีการใช้ สอน หรือพิมพ์เป็นภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ
บทความนี้ยังมีอีกยาว EnglishClub.com นำบทความนี้มา ตีพิมพ์ เมื่อ 1 เมษายน พ.ศ.2551 ซึ่งเป็นวัน April Fool's Day แต่ ก็ได้รับการตอบรับจากคนอังกฤษ อเมริกัน แคนาดา ออสเตรเลีย ฯลฯ และผู้คนในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษจำนวนไม่น้อย
หากแนวคิดนี้ได้รับการตอบรับมากขึ้น เรามารวมพลังกันสู้ ดีไหมครับ
====================================================================
มุมความคิดส่วนตัว
(*ผู้เขียนเป็น Patriotism ความคิดเห็นจึงเอียงซ้ายค่อนข้างมาก โปรดใช้วิจารณญาณในการรับอ่าน - -)~
รู้สึกว่านับวันไอ้พวกชาติตะวันตกมันชักจะเอาใหญ่เกินไปแล้ว-*- คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่เป็นเจ้าของโลกแต่เพียงผู้เดียว ชาติอื่นๆเป็นพลเมืองชั้นสอง ถึงขั้นจะทำลายรากเหง้าวัฒนธรรมของเขาแล้วให้ absorb วัฒนธรรมแต่เพียงผู้เดียวแบบนี้ ได้ยินแล้วไฟลุกท่วมเลยจริงๆครับ ถึงแม้บทความนี้จะเขียนในวัน April fool แต่การที่ชาติ English speaker ออกมาสนับสนุน ผมก็ว่ามันทุเรศมากแล้ว และถึงจะเป็น April fool แต่ว่าข้อความที่ต้องให้ยกเลิกภาษาอื่นๆ เพื่อเหตุผลกลัวการก่อการร้ายที่จะตกแก่ประเทศตนเท่านั้นนั้น มันแรงมากนะในความคิดผม อ่านแล้วยอมไม่ได้เลยทีเดียว
ที่ผมนำมาลง ไม่ใช่เพราะผมอยากให้มาร่วมกันโกรธ แต่ผมมองว่า แนวคิดนี้อาจเป็นไปได้ในอนาคต เหตุผลก็คือ ทุกวันนี้ชาติตะวันตกจำนวนมาก โดยเฉพาะพี่ใหญ่อเมริกานั้น พยายามอย่างยิ่งที่จะเอาความเป็นตะวันตกของตนเองมาครอบงำประเทศอื่นๆ ซึ่งหากเรามองดีๆ ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เห็น ยกตัวอย่างเช่นกรณีร้ายแรงของการใช้สงครามเป็นเครื่องยึดครอง(ทรัพยากร)อิรัก หรือแม้แต่การพยายามคืบคลานเข้ามาลงทุนและ take over กิจการต่างๆอย่างช้าๆในประเทศแถบเอเชีย สังเกตได้เลยว่าทุกวันนี้หลายๆบริษัทในเมืองไทยนั้น มีเจ้าของเป็นชาวต่างชาติครับ ขณะที่คนไทยจะเป็นลูกจ้างที่ทำงานให้กับบริษัท แต่จะไม่มีตำแหน่งใหญ่ถึงขั้น Board director ไม่รวมถึงการเมืองประเทศต่างๆ ครั้งใดที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้น ประเทศพี่ใหญ่เช่นอเมริกา ก็จะพยายามทำตัวเป็นกาวใจที่แสนดีเข้ามาหยุดยั้ง หากมองในแง่ยุติธรรม มันก็เป็นสิ่งที่ดี แต่มองในอีกแง่หนึ่ง บางครั้งก็เป็นการแทรกแซงการเมืองภายในประเทศนั้นๆมากเกินไป อย่างกรณีล่าสุด กรณีตั้งรัฐบาลของสุรยุทธ จุลานนท์ (เขียนถูกไหมนะ?) เราจะพบว่าถูกวิจารณ์ยับเยินจากทางอเมริกา-ประเทศแห่งประชาธิปไตยและเสรีภาพ ว่าด้วยการกระทำที่เป็นเผด็จการ แน่นอนครับ ผมไม่เถียงเลยว่าระบอบดังกล่าวเป็นการกระทำนอกเหนือประชาธิปไตย แต่! ขณะเดียวกันผมก็มีความรู้สึกว่า อเมริกามีสิทธิอะไรมาวิจารณ์การเมืองในประเทศเรา? เขามีสิทธิอะไรทำเป็นตัวตั้งตัวตีจะคว่ำบาตรประเทศเรา? เขารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับการปกครองของไทย?
ทั้งหมดที่ผมยกตัวอย่างมา เป็นข้อสนับสนุนเหตุผล(ของผมเอง)ว่า ตอนนี้เรากำลังถูกชาติตะวันตกครอบงำอย่างช้าๆ กำลังถูกชี้นำให้ต้องทำตามประเทศเหล่านั้น เมื่อเชื่อมโยงกับบทความของคุณนิติภูมิ มันทำให้ผมวิตกจริตเอาจริงๆว่า เหตุการณ์ดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้ และถึงเวลานั้นประเทศเราอาจจะมีพวกหัวตะวันตกเห็นดีเห็นงามไปด้วยก็ได้ ย้ำอีกครั้ง ผมรู้ว่าผมอาจวิตกจริตมากไป แต่เหตุการณ์นี้หากเกิดขึ้น มันจะทำลายรากวัฒนธรรมเราย่อยยับ ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงมากทีเดียวครับในมุมมองผม
ท้ายที่สุด สิ่งที่ได้จากบทความนี้และอยากสื่อถึงทุกๆท่านคือ มันอาจไม่เกิดขึ้นง่ายๆ เพราะประเทศที่ Non-E จำนวนมากคงไม่ยอม (จีนนี่ประเทศเดียวรวมตัวกันต้านพวกมันก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว - -") ผมเองก็ทราบดี.. แต่มันก็ยังคงสะท้อนให้เห็นทัศนคติของชาติตะวันตก และความพยายามใช้ชาติพันธุ์ของตนเองข่มชาติอื่น ราวกับว่ามนุษยชาติที่ไม่ใช่พวกตนนั้นเป็นอีกพวกหนึ่ง ต้องตัดทิ้งให้เหี้ยน (คล้ายๆนาซีกับยิวเลยว่ะ - -a) ผมคิดว่าอย่างน้อยๆเราต้องรู้ทันพวกเขาครับ
ปล. ผมรู้ว่ามันอาจจะเป็นมุขตลก แต่ผมไม่ตลกด้วย ~(-*- อยากเล่นก็กรุณาตลกกันแต่ในชาติพันธุ์ตัวเอง
<ถึงจะเป็นแค่มุข แต่มันก็ส่อสันดานและความคิดอันต่ำช้านะเว้ยครับ>
edit @ 4 Apr 2008 13:27:28 by Evan Yzac -- The Crow
edit @ 4 Apr 2008 15:06:21 by Evan Yzac -- The Crow
ผมล่ะฮา
#1 By देवता on 2008-04-04 13:33